เกี่ยวกับโครงการ

โครงการป่าครอบครัวเพื่อการพึ่งพาตนเองและความมั่นคงทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

IMG_6313 - Copy (Medium) (Small)

  หลักการและเหตุผล

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) : สพภ. หรือ BEDO ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2550 เมื่อ 17 กรกฎาคม 2550 บทบาทหน้าที่ที่สำคัญคือการสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ จึงมีหน้าที่เกี่ยวข้องในการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงคุณค่าการสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดแก่ทุกภาคส่วนให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สพภ.จึงจัดกิจกรรมให้เกิดการมีส่วนร่วมจาก อบจ. อบต ชุมชน ตำบล โรงเรียน วัด หน่วยงานภาคเอกชน /ภาครัฐ กลุ่มเครือข่ายต่างๆ โดยทำข้อตกลงร่วมกันในรูปแบบปฏิญญา (สมัชชา/ เสวนา) เพื่อให้ชุมชน ท้องถิ่น เกิดจิตสำนึกตระหนักถึงเรื่องการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์พร้อมๆกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พื้นที่สีเขียวทรัพยากรชีวภาพของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งในด้านองค์ความรู้ การใช้ทรัพยากรของชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการดูแลรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ยั่งยืนสืบทอดต่อไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน

จากการดำเนินงานกิจกรรมการลงนามปฏิญญา “ว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”ของ สพภ. ในปี 2556  ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีเครือข่ายที่เข้าร่วมจำนวน 9 เครือข่าย คือ เครือข่ายปฏิญญาฯ คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ, ตำบลคลองประสงค์ จังหวัดกระบี่, ตำบลระบำ จังหวัดอุทัยธานี, ตำบลน้ำเกี๋ยน จังหวัดน่าน, ตำบลกุดบาก จังหวัดสกลนคร, ตำบลม่วงกลวง จังหวัดระนอง, ตำบลบางวัน จังหวัดพังงา, ตำบลลุ่มสุ่ม จังหวัดกาญจนบุรี และ ตำบลดงบัง จังหวัดปราจีนบุรี ได้มาร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ในงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นประจำปี 2556 ที่ สพภ. จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-27 กันยายน 2556 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ และได้มีข้อตกลงร่วมกันของเครือข่ายสมัชชาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ได้มีการลงนามปฏิญญา ร่วมกับ สพภ. ดำเนินกิจกรรมโครงการป่าครอบครัวเพื่อการพึ่งพาตนเองและความมั่นคงทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

โครงการป่าครอบครัวเพื่อการพึ่งพาตนเองและความมั่นคงทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่เน้นการส่งเสริมและการสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยโครงการนี้มีแนวคิดที่ว่าครอบครัวแต่ละครอบครัวนำพืชพรรณต่างๆ ที่คนในครอบครัวชอบรับประทาน ชอบใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพ อาทิเช่น สมุนไพรที่มีสรรพคุณด้านการรักษาโรคและด้านความสวยงาม เป็นต้น รวมถึงไม้ใช้สอย เช่น สำหรับสร้างหรือซ่อมแซมบ้านหรือที่อยู่อาศัย วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในครัวเรือน ฟืนหรือ ถ่าน ฯลฯ เป็นต้น มาปลูกไว้ในพื้นที่ของครอบครัวไม่ว่าจะเป็นบริเวณพื้นที่บ้าน พื้นที่สวน พื้นที่ไร่ พื้นที่หัวไร่ปลายนา พื้นที่ที่อนุรักษ์ไว้เป็นป่า โดยมีลักษณะเลียนแบบธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อให้เป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน มีพืชพันธุ์ที่สำคัญและเกิดประโยชน์ต่อคนในครอบครัวทั้งในแง่ปัจจัยสี่และอื่นๆ สามารถลดรายจ่ายและสร้างรายได้ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับกลุ่ม (เครือข่าย) กระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและเครือข่าย เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศ และขยายผลการดำเนินงานไปยังเครือข่ายอื่นๆต่อไป

วัตถุประสงค์

1)เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมป่าครอบครัวฯของเครือข่าย ชุมชน และขยายผลการดำเนินงานไปยังเครือข่ายอื่นๆ ต่อไป

2) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายที่ดำเนินกิจกรรมป่าครอบครัวฯ สามารถลดรายจ่ายและสร้างรายได้จากผลิตผลของป่าครอบครัว

3) เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศ 

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์

กลุ่มเครือข่าย ชุมชนท้องถิ่น ประชาชนเขตเมือง นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน /โรงเรียน / สถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจในการดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพ

พื้นที่ดำเนินการ / ขอบเขตของงานที่ดำเนินการ

ชุมชนเป้าหมายทุกภาคทั่วประเทศ จำนวน 12 แห่ง แบ่งเป็น

- พื้นที่เดิม 9 แห่ง (ที่ได้ดำเนินกิจกรรมปฎิญญาฯ/สมัชชาในปี 2556 และจะดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องในปี 2557)

1) ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

2) คุ้งบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

3) ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี

4) ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

5) ตำบลกุดบาก  อำเภอกุดบาก  จังหวัดสกลนคร

6) ตำบลม่วงกลวง  อำเภอกะเปอร์  จังหวัดระนอง

7) ตำบลบางวัน  อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

8) ตำบลลุ่มสุ่ม  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี

9) ตำบลดงบัง  อำเภอประจันตคาม  จังหวัดปราจีนบุรี

- พื้นที่ใหม่ 3 แห่ง (ที่ได้ดำเนินกิจกรรมปฎิญญาฯ/สมัชชาในปี 2557)

1) ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

2) ตำบลสำราญ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์

3) ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

- ขยายผลการดำเนินงานไปยังเครือข่ายอื่นๆ

5. เป้าหมาย
ในปี 2557 พบว่า ทั้ง 9 เครือข่าย มีสมาชิกป่าครอบครัวรวมทั้งสิ้น 154 ครอบครัว พื้นที่ปลูกป่าครอบครัวรวม 488 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา

ในปี 2558

- สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมป่าครอบครัวของเครือข่าย 12 แห่ง

- มีสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมป่าครอบครัวฯ 250 ราย

- มีพื้นที่ดำเนินการกิจกรรมป่าครอบครัวฯ  750 ไร่

(ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันของกลุ่มสมัชชา ทั้ง 12 แห่ง ที่ได้มีการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น / ขยายผลการดำเนินงาน ทั้งในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ของชุมชน , เพิ่มจำนวนสมาชิกครอบครัว , เพิ่มพื้นที่ป่าครอบครัว  , เพิ่มจำนวนความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อพัฒนาโครงการป่าครอบครัวให้เป็นกลไกในการอนุรักษ์ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ)

แนวทางการดำเนินงาน

1. ส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายกลุ่ม และเพิ่มสมาชิกกลุ่มป่าครอบครัว 12 กลุ่มเครือข่าย

2. การเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานป่าครอบครัว (ดูงาน/ฝึกอบรมการสำรวจและการจัดทำข้อมูลป่าครอบครัวและการดำเนินงานป่าครอบครัว / ประชุมสัมมนาป่าครอบครัว และกิจกรรมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินงานป่าครอบครัว)

3. จัดทำระบบจัดการข้อมูลป่าครอบครัว ในระบบจัดการฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของ สพภ.

4. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดทำป่าครอบครัว

5. จัดทำเอกสารเพื่อการเผยแพร่ด้านป่าครอบครัว

6. การบริหารโครงการ ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานแก่สพภ.

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. มีการดำเนินการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายป่าครอบครัว 12 เครือข่าย และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ

2. สมาชิกผู้ดำเนินกิจกรรมป่าครอบครัวมีแหล่งอาหารและวัตถุดิบในการบริโภคและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถลดรายจ่ายและสร้างร่ายได้ให้แก่ครอบครัวและกลุ่มเครือข่ายได้อย่างยั่งยืน

3. มีพื้นที่เป็นแหล่งอนุรักษ์รวบรวมพันธุกรรมพืช ในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ

 

 

“…ป่าครอบครัว…”

      “ป่าครอบครัว : นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ” เป็นเรื่องใหม่ที่อยู่บนฐานคิดที่ว่า ครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม และมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้จะมีองค์กรต่างๆ มีอนุสัญญา มีกฎหมายและมีมาตรการ มากมาย แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่ทุเลาลง ดังนั้นเราควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับฐานรากของสังคม ซึ่งก็คือ ครอบครัว ในการแก้ปัญหาดังกล่าว สิ่งใดๆ ที่สมาชิกในครอบครัวทำไปเพื่อครอบครัว จะเป็นงานที่ทุ่มเทด้วยหัวใจ เฉกเช่นงานป่าครอบครัว ที่สมาชิกของครอบครัวเห็นว่านี่คือทางออกในการแก้ปัญหา เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจให้กับครอบครัว ความเข้มแข็งของครอบครัว คือความเข้มแข็งของสังคม  และเป็นไปไม่ได้เลยที่สังคมจะเข้มแข็ง ถ้าหากครอบครัวล้มเหลว ดังนั้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงต้องเริ่มต้นจากครอบครัวของเรา

ครอบครัวคือรากฐานของการพัฒนา             

   1223
ครอบครัวสำคัญที่สุดในโลก
(เจ้าหญิงเลดี้ ไดอาน่า)

ครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม มีบทบาทสำคัญที่สุดในสังคม ตั้งแต่การให้กำเนิดชีวิต การเลี้ยงดู การศึกษา การรักษาพยาบาล การสร้างอาชีพ การสืบทอดประเพณี ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ครอบครัวเป็นทั้งหน่วยผลิต และหน่วยบริโภคของสังคม หากจะเปรียบว่าสังคมคือร่างกายของเรา ครอบครัวจะเปรียบได้เหมือนเซลล์เล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย ในยามที่เซลล์มีปัญหาอาจเกิดเป็นเนื้องอก มะเร็ง ร่างกายของเราก็ต้องเจ็บป่วยไปด้วย

ครอบครัวไทยพึ่งพาผูกพันอยู่กับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน

12123

ในความจริงแล้วครอบครัวไทย เป็นครอบครัวที่มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัวของคนในเมืองหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่อยู่กับการทำนา อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทยมาช้านาน  ชีวิตครอบครัวของคนในกรุงรัตนโกสินทร์ มีวิถีครอบครัวผูกพันกับสายน้ำจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิชตะวันออก (Venice of  East)” ชีวิตครอบครัวชาวเมืองนนทบุรี ธนบุรี นครปฐม ฯลฯ เป็นชีวิตที่ผูกพันอยู่กับสวนไม้ผล จึงเป็นชีวิตชาวสวน ชีวิตครอบครัวในชนบทภาคใต้เป็นชีวิตที่ผูกพันอยู่กับสวนสมรมที่หลากหลายด้วยพันธุ์พืช ส่วนชีวิตครอบครัวชาวเล นอกจากจะผูกพันกับทะเลแล้วยังผูกพันอยู่กับป่าโกงกาง ที่ได้ประโยชน์ทั้งอาหารและไม้ใช้สอย ชีวิตครอบครัวในชนบทในภาคอีสานก็มี “ป่าหัวไร่ปลายนา” ซึ่งที่จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์จะเรียกว่า “กะบาลสะแร” (ภาษาเขมรแปลว่าป่าหัวไร่ปลายนา) ที่จังหวัดอุทัยธานี ครอบครัวลาวเวียง ก็มี “ป่าเหล่า” เป็นป่าของครอบครัว หรือชาวสุพรรณบุรีเรียก “ป่ากะเมาะ” ที่ให้ประโยชน์ทั้งอาหาร ยารักษาโรค ทำที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งพันธุกรรมตามธรรมชาติ นอกจากประโยชน์ด้านต่างๆ แล้ว การมีป่าหัวไร่ปลายนา ป่ากะบาลชะแร ป่าเหล่า สวนสมรม ยังเป็นความเชื่อ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นประเพณีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทว่าภูมิปัญญาต่างๆ เหล่านี้กำลังสูญหายไปกับกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันจนเกือบหมดสิ้น

14141

แม้เราจะมี พระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี พ.ศ. 2503 และมีแนวความคิดในการดำเนินงานเรื่องป่าชุมชน มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 แต่พื้นที่อนุรักษ์ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชุมชน ก็ไม่สามารถต้านทานต่อการบุกรุกของคนในชุมชนในการ เก็บหาของป่า จนผืนป่าธรรมชาติเหล่านี้เสื่อมโทรมลง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าคนในชุมชนไม่มีสิ่งที่หาได้จากพื้นที่ในบ้านของตัวเอง ดังนั้นการพัฒนาป่าครอบครัวจึงเป็นการฟื้นฟูสิ่งที่ชุมครอบครัวต้องการจากป่ามาไว้ที่บ้าน เป็นการรื้อฟื้นฐานความเชื่อเดิมเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการทำงานอนุรักษ์เชิงรุกเพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่มีการทำลายร้างทรัพยากรชีวภาพ ให้กลับมามีหลากหลายทางชีวภาพอีกครั้ง และเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตของเกษตรกรที่ยากจน ให้หันมาสร้างเสริมสุขภาพมีอยู่มีกิน ปลดหนี้สินและยืนหยัดอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี อีกครั้ง ดังนั้นป่าครอบครัวจึงเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญยิ่ง

5525

41777 555477

บุกรุก - เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติคลองงู, ทหารชุด ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ ตชด.ที่ 1325 (ทองผาภูมิ) และฝ่ายปกครอง อ.ทองผาภูมิ ตรวจสอบการบุกรุกทลายป่าในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู บ้านอู่ล่อง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี http://www2.manager.co.th/

ป่าครอบครัวคืออะไร ( Family forest)

ป่าครอบครัวหมายถึง แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ ในที่ดินที่ครอบครัวครอบครองอยู่ ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ป่าดั้งเดิมที่ครอบครัวอนุรักษ์ไว้ให้เป็นป่าธรรมชาติ หรือเป็นพื้นที่ ที่ครอบครัวพัฒนาขึ้น ให้เป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพหรือมีสภาพที่ใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ (Mimicking nature)

663888

ประเภทของป่าครอบครัว

เราสามารถแบ่งป่าครอบครัวออกได้เป็น สองประเภทตามลักษณะของที่มาได้ดังนี้คือ

  • ป่าครอบครัวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นป่าธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่

ครอบครัวอนุรักษ์ไว้ ป่าประเภทนี้อาจมีอยู่ดั้งเดิม หรือ อาจเกิดจากที่โล่งเตียนแล้วปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติแล้วก็ค่อยเปลี่ยนสภาพกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ หรือตามกระบวนการทดแทนของสังคมพืช (Ecological successionProcesses) ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายสิบปี เช่น ป่าหัวไร่ปลายนา ป่าเหล่า เป็นต้น

  • ป่าครอบครัวที่ครอบครัวสร้างขึ้น เพื่อประโยชน์ทางด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ  และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของครอบครัว ภายใต้เวลาที่ไม่ยาวนานมากนัก 5 -10 ปี ป่าครอบครัวประเภทนี้เราอาจเรียกว่า สวนเกษตรยั่งยืน สวนสมรม วนเกษตร สวนพฤกษศาสตร์ สวนสมุนไพร เป็นต้น

ประโยชน์และคุณค่าของป่าครอบครัว

มาสโลว์ (Maslow) นักจิตวิทยา ที่มีชื่อเสียงได้ค้นพบว่า ความต้องการของมนุษย์ มีทั้งหมด 5 ระดับ และป่าครอบครัวสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ทั้งหมดดังนี้

sssss

1)   ความต้องการทางกาย (Physical Needs)

ป่าครอบครัวเป็นแหล่งอาหาร (ตู้เย็นข้างบ้าน) ให้เราลองสังเกตดูว่าอาหารในแต่ละมื้อที่เรารับประทานมีอะไรบ้าง และจะพบว่าเกือบร้อยละ 90 เป็นสิ่งที่หาได้ในป่าครอบครัว หรือเป็นสิ่งที่ครอบครัวผลิตได้เกือบทั้งนั้น เช่น ข้าว เผือก มัน ผลไม้ เห็ด พริก ข้าวผักนานาชนิดโปรตีนจาก แมลง ไข่มดแดง กบ อึ่ง จิ้งหรีด หรือแม้แต่ตัวอ้น ดังนั้น ป่าครอบครัวจึงเป็นเสมือนตู้เย็นที่อยู่ข้างบ้าน ที่เก็บและรวบรวมอาหารที่สดสะอาดไว้ให้เรา

      เป็นแหล่งสมุนไพร(ตู้ยาข้างบ้าน) ในชีวิตของคนเรา นานๆครั้งที่เรา

ป่วยหนัก ไม่สบาย ต้องไปโรงพยาบาล หาหมอ แต่ในชีวิตประจำวันของเรา ส่วนใหญ่เราจะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น มีดบาด ข้อเท้าเคล็ด แมลงต่อย น้ำร้อนลวก ปวดหัว มีไข้ ท้องอืด ท้องเสีย การเจ็บป่วยเล็กน้อยๆ เหล่านี้ เราควรมีสมุนไพรไว้ข้างบ้านและเรียนรู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง เป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของคนในครอบครัวได้ด้วย

  • เป็นเครื่องมือสิ่งของเครื่องใช้เช่น เป็นด้ามจอบ เสียม ตระกล้า

ครก  เป็นไม้ใช้สอย เป็นฟืน เป็นถ่าน เป็นไม้สร้างบ้าน  ฯลฯ

Picture5

2)   ต้องการความมั่นคง (Security Needs)

  • ป่าครอบครัวเป็นความมั่นคงด้านอาหารและยาในทุกๆ ปีเรา

แน่ใจว่าเราจะมีหน่อไม้ ผักหวาน เห็ดโคน สมุนไพร และอื่นๆ ไว้กินไว้ใช้ในครอบครัวเราอย่างแน่นอน แม้เศรษฐกิจของโลกจะผันผวนแค่ไหน หรือเกิดเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเมื่อไร เราก็มีอาหารไว้กินในครอบครัวอย่างเพียงพอ

uuuuu

  • ป่าครอบครัวเป็นความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ (ธนาคารของครอบครัว) การที่เรามีทรัพยากรธรรมชาติในป่าครอบครัวให้เราได้กินได้ใช้ ก็ถือว่าเป็นการลดรายจ่าย ประหยัดเงิน เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และในอนาคตเรายังมีไม้ไว้สร้างบ้าน หรือไว้ตัดขายยามที่เราต้องการเงิน ป่าครอบครัวจึงเป็นเหมือน ธนาคารที่ฝากนิดเดียวแต่ดอกเบี้ยมหาศาล
  • ความมั่นคงของฐานทรัพยากรชีวภาพ(ธนาคารพันธุกรรม / Seed Bank) เราพบว่าพันธุกรรมพืชด้านเกษตร เช่น ข้าวโพด ถั่ว พริก ข้าว งา เผือก มัน ฯลฯ ซึ่งเป็นพันธุกรรมพืชในท้องถิ่นกำลังสูญหายไป พันธุกรรมต่างๆ เหล่านี้เราควรเก็บรักษาไว้โดยปลูกในป่าครอบครัว นอกจากนี้ยังรวมถึงพันธุ์ไม้ป่าบางชนิด ที่หายากในธรรมชาติ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เราก็ควรช่วยกันหาทางขยายพันธุ์ ปลูกในป่าครอบครัวเพื่อการอนุรักษ์

rhrhr thth jrjrrj

ppppp

3)   ต้องการความรัก และความเป็นเจ้าของ    (Love and belongingness needs)

  • ป่าครอบครัวได้ตอบสนองความรักของคนที่รักธรรมชาติบาง

คนชื่นชอบพรรณไม้ บางคนชอบดูนก ผีเสื้อ กล้วยไม้ ฯลฯ เป็นความรู้สึกดีที่ได้ครอบครอง ได้เป็นเจ้าของ ป่าครอบครัวที่มีธรรมชาติต่างๆ ให้ชื่นชม

15487

6658

4)   ต้องการภาคภูมิในในตัวเอง (Self – esteem needs)

  • ป่าครอบครัวได้ตอบสนองความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเพราะรู้สึกได้ว่าเราได้ทำความดี ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลาน มีความรู้สึกที่เป็นความสุข เป็นประโยชน์ต่อสังคม

5)    ต้องการได้รับการยอมรับ การยกย่อง จากสังคม    (Self – Actualization)

เมื่อสังคมได้รับรู้ และเข้าใจ ในการทำป่าครอบครัว ก็จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ เป็นที่นับถือ ให้เกียรติ ให้ความเคารพยกย่องในการทำความดี นอกจากประโยชน์ของป่าครอบครัวสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ตามทฤษฏีของ มาสโลว์แล้ว ป่าครอบครัวยังเป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกเช่น

  • เป็นแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนของครอบครัวและชุมชนแหล่งสืบทอดภูมิ

ปัญญาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฯลฯ เป็นอุทยานแห่งชาติของครอบครัว

  • การเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change)

89877

  • เป็นการตอบสนองวาระสำคัญๆ ของโลก ที่เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Agenda 21) อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological diversity : CBD)
  • เป็นการตอบสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

 

แนวทางการพัฒนาป่าครอบครัว

สิ่งสำคัญในการที่จะช่วยให้เรากำหนดแนวทางหรือวิธีการในการพัฒนาป่าครอบครัว คือข้อมูลพื้นฐานของที่ดินที่จะดำเนินการพัฒนาให้เป็นป่าครอบครัว การจัดกลุ่มป่าครอบครัวตามขนาดพื้นที่และระดับความหลากหลายทางชีวภาพ  การกำหนดแนวทางการพัฒนาป่าครอบครัวในแต่ละกลุ่ม และความเข้าใจในทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติวิทยาที่จะการฟื้นฟูธรรมชาติทั้งนี้เพราะการสร้างป่าครอบครัวนั้นเป็นการเลียนแบบความเป็นไปตามธรรมชาติ

aaaaaaaa

1. การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานจากการผลการสำรวจ

1.1 ข้อมูลความต้องการและความสนใจในการทำป่าครอบครัว สมาชิกในครอบครัวควรได้มีการพูดคุยกันว่าต้องการสร้าง หรืออนุรักษ์ป่าครอบครัวไปเพื่ออะไร ทำอย่างไร ใช้เวลานาเท่าไร ใช้เงินงบประมาณเท่าไร และประโยชน์ที่ได้จากป่าครอบครัวคืออะไร ส่วนหนึ่งของคำตอบที่สะท้อนความต้องการในการทำป่าครอบครัว จากการสำรวจความต้องการในการทำป่าครอบครัวจากสมาชิกป่าครอบครัวของ อำเภอบ้านไร่ พบว่า

  • ผู้นำครอบครัวอายุมากแล้ว เข้าป่าหาของป่า เหมือนเดิมไม่ไหวอีกแล้ว

ต้องหันมาปลูกอยู่ปลูกกินในครัวเรือน

  • คนหาของป่ามีมากขึ้น แต่ของป่าหากลับหายากขึ้น และหาได้น้อยลง

ไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลาเข้าป่า จึงหันมาคิดที่จะปลูกไว้กินไว้ใช้เองในบ้านตนเอง

  • ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้มงวดมากขึ้น เข้าป่าเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

และหากถูกจับกุมก็ไม่คุ้ม หากอยากจะกินอะไรก็หามาปลูกไว้บ้านตัวเองดีกว่า

  • มีความสนใจเรื่องสมุนไพรมาก โดยเมื่อก่อนไปสมุนไพรในป่า ตอนนี้

อยากปลูกเอาไว้ใช้เองหรือแปรรูปขาย หารายได้ให้กับครอบครัว

  • ชอบไม้ผล อยากปลูกไว้หลายๆ ชนิด เพื่อจะได้กิน ได้ขายหรือนำไปแปรรูป
  • อยากปลูกไม้ป่า เพื่อใช้ไม้ไว้สร้างบ้าน หรือไว้ตัดขาย เพราะในอนาคต

ไม้จะหายากและมีราคาแพง  เช่น  ไม้พยุง ไม้มะค่าโมง ไม้ตะเคียน  ไม้ประดู่

  •  ปลูกพืชเชิงเดี่ยว (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ) ต้องใช้สารเคมี

เยอะร่างกายสู้ไม่ไหว ราคาไม่แน่นอน ฟ้าฝนตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ผลผลิตไม่แน่นอน จึงคิดอยากทำป่าครอบครัว

  • คิดว่าป่าครอบครัวจะทำให้เรามีรายได้เสริม และได้กินได้ใช้ในสิ่งที่ปลูก

ในป่าครอบครัว

  • ชอบปลูกต้นไม้ อยากให้บ้านร่มรื่น ร่มเย็น สวยงาม ชอบสะสมพันธุ์ไม้

อยากเห็น นก กระรอก ผีเสื้อ และสัตว์อื่นๆ มาอาศัยอยู่ใกล้บ้าน

ครอบครัวใดๆ ก็ตามที่สนใจจะทำเรื่องป่าครอบครัวนั้น สมาชิกในครอบครัวต้องตอบคำถามให้ต้องการทำป่าครอบครัวไปเพื่ออะไร ?

 1.2 ข้อมูลความพร้อมของครอบครัวในการลงมือทำ ครอบครัวที่สนใจในการทำป่าครอบครัว ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเรามีขนาดพื้นที่ ที่จะทำป่าครอบครัว อยู่เท่าไร (การทำป่าครอบครัวไม่มีข้อจำกัดขนาดพื้นที่ อาจเป็นพื้นที่เล็กๆ ข้างบ้าน หรือพื้นที่หลายไร่ก็ได้) และสมาชิกในครอบครัวมีเวลา มีแรงงาน มีความรู้และความถนัดหรือไม่

1.3 ข้อมูลขนาดของพื้นที่ สถานภาพ และกายภาพของที่ดิน

  • ขนาดของที่ดิน ในครอบครัวมีที่ดินทั้งหมดกี่ไร่ และต้องการพัฒนาให้

เป็นป่าครอบครัวจำนวนกี่ไร่ การเข้าถึงที่ดินมีความยากง่ายอย่างไร

  • ลักษณะของดินครอบครัวที่จะทำป่าครอบครัวต้องดูว่าที่ดินเป็นที่ดอน

หรือเป็นที่ลุ่มเพราะจะส่งผลต่อพันธุ์พืชที่จะปลูก โดยที่ดอนเหมาะสำหรับพืชที่ต้องการน้ำน้อย ส่วนที่ลุ่มเป็นที่เหมาะกับการปลูกพืชที่ต้องการน้ำมาก หรือทนต่อน้ำท่วมได้ หากเลือกชนิดของพืชปลูกผิด อาจทำให้พืชไม่เจริญเติบโต แห้งตายหรือน้ำท่วมตายได้

  • ประเภทของดิน โดยดูว่าเนื้อดินเป็นดินประเภทใด เป็นดินเหนียว ดิน

ร่วน หรือดินทราย ถ้าเป็นดินเหนียว ช่องว่างระหว่างเม็ดดินน้อย จึงสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มาก แต่การระบายถ่ายเทอากาศไม่สะดวก ดินร่วนดินชนิดนี้จะมีช่องว่างระหว่างเม็ดดินมาก ทำให้น้ำซึมได้สะดวก แต่การอุ้มน้ำน้อยกว่าดินเหนียว ดินทรายเนื้อดินมีลักษณะหยาบ เม็ดดินไม่เกาะตัวกัน ทำให้การระบายน้ำได้เร็วมาก จึงไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้

  • ดูความลึกของหน้าดิน หมายถึง ความหนาของดิน จากผิวดิน ลงไปจนถึง

ชั้นดินที่พืชไม่สามารถชอนไชรากไปได้ เช่นชั้นดินลูกรัง ชั้นหินดินดาน ชั้นหินกรวด

เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วดินที่เหมาะแก่การปลูกพืชควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตรขึ้นไป

  • แหล่งน้ำโดยดูว่าน้ำผิวดิน หรือน้ำใต้ดินที่เราสามารถนำมาใช้ได้ เพราะ

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาป่าครอบครัว เราควรมีการประเมินก่อนว่าป่าครอบครัวในที่ดินมีน้ำให้เราได้ใช้ในปริมาณมากน้อยเพียงใดในรอบปี เพราะปริมาณน้ำที่มีจะนำไปสู่การวางแผนปลูกพืชที่เหมาะสมได้

1.4 ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่

สภาพความเป็นจริงของป่าครอบครัวที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีลักษณะอย่างไร มีพันธุ์ไม้อะไรบ้างเช่น ไม้ผลยืนต้น พืชสมุนไพร ผักป่า ไม้เศรษฐกิจ พืชที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ พืชอื่นๆ (เช่น กล้วยไม้ ไม้ประดับต่างๆ ฯลฯ) เห็ดต่างๆ ชนิดพันธุ์สัตว์ในป่าครอบครัว เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน นก แมลงสำคัญๆ ที่เป็นประโยชน์ เป็นต้น

1.5 ข้อมูลวิชาการหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อมูลวิชาการ หรือจากงานวิจัยนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สมาชิกป่าครอบครัวตัดสินใจได้ถูกต้องในการพัฒนาป่าครอบครัวกล่าวคือ สมาชิกป่าครอบครัวสามารถเลือกชนิดของพืชเพื่อปลูกให้ตรงกับความต้องการด้านการตลาด หรือการใช้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น จากงานงานวิจัยพบว่า ผักเชียงดา มีประโยชน์มากในการลดน้ำตาลในเลือด และลดความดันโลหิต (ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและความดันเพิ่มขึ้น) สมุนไพรโปร่งฟ้า ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ได้ (คนในปัจจุบันเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นเพราะสภาพแวดล้อมมีมลพิษมากขึ้น) งิ้วป่าเป็นสมุนไพร รักษาโรคบิด แก้อาหารเป็นพิษ บำรุงกำลัง และเกสรดอกงิ้วเป็นอาหารที่ปัจจุบันขายได้กิโลกรัมละ 500 บาท เพื่อใช้ทำขนมจีนน้ำเงี้ยว ไม้พยุงเป็นไม้ที่มีราคาแพงมาก เนื้อไม้คุณภาพดี ตลาดมีความต้องการมาก เป็นต้น

2. การจัดกลุ่มป่าครอบครัวตามขนาดพื้นที่และระดับความหลากหลายทางชีวภาพ

สภาพที่ดินของสมาชิกของป่าครอบครัว ในจุดเริ่มต้นการพัฒนามีความแตกต่างกันทั้งขนาดของที่ดิน และระดับของความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อให้งายต่อความเข้าใจ จึงได้จัดระบบดังนี้

1)  ระดับความหลากหลายทางชีวภาพ แบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ

  • มีความหลากหลายมาก (A) โดยทั่วไปเป็นป่าธรรมชาติ สวนสมรม (ที่มี

ความสมบูรณ์) วนเกษตร ฯลฯ มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สูง และมีความอุดมสมบูรณ์ ส่วนมากมักจะมีอายุยาวนานมากว่า 10 ปี เป็นป่าครอบครัวที่ตรงกับที่คาดหวังไว้

  • มีความหลากหลายปานกลาง (B) โดยทั่วไปเป็นสวนเกษตร เกษตร

พอเพียง ที่พึ่งเริ่มต้นทำมาได้ไม่นาน  ยังไม่สมบูรณ์ ต้องพัฒนาต่อยอด

  • มีความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมาก (C) โดยทั่วไปเป็นที่โล่ง เป็น

แปลงปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น การพัฒนาให้เป็นป่าครอบครัวต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

2)  ขนาดพื้นที่ที่ประสงค์ทำป่าครอบครัว แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • พื้นที่ป่าครอบครัวขนาดใหญ่ (1)  มีพื้นที่ มีพื้นที่มากกว่า 5 ไร่ ขึ้นไป
  • พื้นที่ป่าครอบครัวขนาดปานกลาง (2)  มีพื้นที่ อยู่ระหว่าง 1 – 4 ไร่
  • พื้นที่ป่าครอบครัวขนาดเล็กมีพื้นที่  (3) น้อยกว่า 1 ไร่

fffff

 

    3. การกำหนดแนวทางการพัฒนาป่าครอบครัวในแต่ละกลุ่ม

กลุ่ม                 แนวทางการพัฒนาเรียงตามลำดับความสำคัญ
A1-3
  • เน้นการสำรวจความหลากหลายเพื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ(ในปัจจุบัน)
  • ส่งเสริมการแปรรูป ในทรัพยากรที่มีศักยภาพ
  • เน้นการขยายพันธุ์พืชดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว
  • อาจมีการปลูกซ่อม หรือปลูกเสริมบ้างตามแต่ที่ครอบครัวจะเห็นชอบ
  • เน้นการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • สนับสนุนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยวป่าครอบครัว
  • สนับสนุนให้รางวัล ในฐานะที่ทำความดีเพื่อส่งแวดล้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ สร้างแรงจูงใจ
B1-3
  • เน้นการปลูกพืชเพิ่มเติมให้หลากหลาย อย่างต่อเนื่อง
  • เน้นการดูแลรักษา
  • สำรวจความหลากหลายเพื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ(ในปัจจุบันและอนาคต)
  • ส่งเสริมการแปรรูป ในทรัพยากรที่มีศักยภาพ
  • เน้นการขยายพันธุ์พืชดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว
C1-3
  • เน้นการเตรียมพื้นที่  เช่นการปรับปรุงดิน การหาแหล่งน้ำ
  • ปลูกพืชที่ต้องการ และที่พืชที่เหมาะสม กับกระบวนการทางธรรมชาติ
  • บำรุง ดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

 

หากป่าครอบครัวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ 5 ปีจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ป่า C จะกลายเป็น B และ B จะกลายเป็นป่า A ในที่สุดความอุดมสมบูรณ์จะฟื้นคืนกลับมา เพิ่มความผาสุกให้กับสังคมไทยตลอดไป
  1. หลักธรรมชาติเพื่อแนวทางพัฒนาป่าครอบครัว

ธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ มีหลัก ระบบ และกระบวนการ (Nature know Best) นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและค้นพบนำมาสร้างเป็นแนวคิด ทฤษฎี และบางอย่างสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาป่าครอบครัวเพื่อให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

         4.1 กระบวนการทดแทนของสังคมพืช (Ecological successionProcess)

หากเราปล่อยที่ดินที่เตียนโล่งไว้โดยไม่ต้องทำอะไรกับเลยแล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงว่าในแต่ละปีเกิดอะไรขึ้น และ 20 ปีข้างหน้าที่ดินแปลงนี้จะเป็นอย่างไร ในปีแรกเริ่มมีพืชจำพวกหญ้าชนิดต่างๆ (หญ้าคา อ้อ พง สาบเสือ เถาวัลย์ ฯลฯ) เป็นพืชที่ต้องการแสงมาก ต้องการน้ำน้อย ช่วยให้ดินมีความชื้นเพิ่มขึ้น จากนั้นก็ค่อยมีไม้พุ่ม ไม้โตเร็วต่างๆ ที่พวกนก ค้างคาว หรือลมพัดนำพามา (เช่น กล้วยป่า ตะขบป่า ปอสา ติ้ว ไผ่ป่า ฯลฯ) พืชที่ขึ้นในระยะแรกๆ เราเรียกว่าไม้เบิกนำ (pioneering plants) เมื่อผืนป่ามีความชื้น และมีร่มเงามากขึ้น ไม้ป่าต่างๆ ก็ตามมา เช่น มะกอกป่า มะขามป้อม สมอ และมีไม้ใหญ่เกิดขึ้น เช่น ยางยา เสลา ตะเคียน ฯลฯ จากที่ดินที่โล่งเตียน เวลาผ่านไป 30 ปี ที่ดินบริเวณนั้นกลับกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ เราเรียกการการเปลี่ยนแปลงนี้ว่ากระบวนการทดแทนของสังคมพืช (Ecological succession Process)

 แนวทางการปรับใช้กับการพัฒนาป่าครอบครัว

การพัฒนาป่าครอบครัว เรายึดหลักความเป็นไปตามธรรมชาติตามกระบวนการทดแทนของสังคมพืช โดยเฉพาะ C1-3 ที่เริ่มต้นจากที่ดินที่เตียนโล่ง ควรนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ดังนี้

  • ควรปลูกพืชคลุมดินเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน อาจใช้พืช

ตระกูลถั่ว เช่น ปอเทือง ถั่วเหลือง ถั่วแระ ถั่วลิสง เป็นต้น เพื่อคลุมดินสร้างสารอาหารแก่ดิน

  • เลือกพืชที่เป็นไม้เบิกนำ (pioneer plants) เช่น กล้วย ต้นดอกแค

สะเดา มะรุม อ้อย หญ้าไม้กวาด กระถินเทพาหรือพืชอื่นๆที่ครอบครัวต้องการใช้ประโยชน์และเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ให้ร่มเงา และเป็นการกำจัดหญ้าไปพร้อมๆ กัน

  • ปลูกพืชชนิดที่ต้องการ อาจเป็นไม้ผล ไม้ใช้สอย หรือไม้หลักที่เราต้องการ

ให้มีอยู่อย่างยั่งยืน แซมลงไปในกลุ่มไม้เบิกนำ จะทำให้พืชที่เราต้องการเติบโตได้ดีและมีโอกาสรอดสูง

zzzzzzz

4.2 ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)

หากเราสังเกตดูสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราในป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ เราจะพบว่า มีสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมายอยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น ไผ่ป่า หวายป่า มะม่วงป่า นก กระรอก ผีเสื้อ และในป่ายังมีภูเขา ลำธาร ที่ราบ ที่สูงชัน เป็นต้น เราเรียกสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เราแบ่งความหลากหลายทางชีวภาพออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1) ความหลากหลายทางชนิด (Species Diversity) คือการมีจำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มีมาก เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี มีความหลากหลายของสัตว์ป่า เช่น เก้ง กวาง กระทิง วัวแดง สมเสร็จ อีเห็น นกยูง ชะนี เป็นต้น

2) ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversity) คือสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มีหลากหลายพันธุ์ เช่น ไผ่ในป่าชุมชนเขาหินเหล็กไฟมี 5 สายพันธุ์ คือ ไผ่หนาม ไผ่รวก ไผ่นวล ไผ่สีสุก และไผ่ผาก หรือในป่าครอบครัวของอาจารย์มด มีมะตูมอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ มะตูมยักษ์ มะตูมนิ่ม และมะตูมไข่ เป็นต้น

3) ความหลากหลายทางนิเวศ (Ecological diversity) คือบริเวณหนึ่งๆ ในพื้นที่แห่งหนึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป เช่น ประเทศไทย มีทะเล แม่น้ำ ที่ราบลุ่ม    ที่ราบสูง บึง ภูเขา เป็นต้น

แนวทางการปรับใช้กับการพัฒนาป่าครอบครัว

  • สภาพที่ดินที่เราจะนำมาพัฒนาเป็นป่าครอบครัว เราควรที่จะรักษา

สภาพดั้งเดิมไว้ให้มาก กล่าวคือ ที่ดินบางผืนอาจมีสภาพพื้นที่เดิมที่เป็นที่ลุ่ม ที่ราบ ที่เนิน หรือที่ดอน หรือมีหนองน้ำ ควรเก็บสภาพเหล่านี้ไว้เพราะมันคือความหลากหลายทางนิเวศน์ ทำให้เราปลูกพืชอื่นๆ ที่หลากหลายได้ เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการนิเวศที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง เช่น ไผ่รวกชอบที่เนิน ส่วนไผ่นวล ไผ่หก ไผ่ยักษ์ชอบที่ลุ่มเป็นต้น

  • พืชที่ปลูกควรมีความหลากหลายทั้งชนิดและพันธุกรรม เช่น เราควร

ปลูกกล้วย ไผ่  มะม่วง ไว้หลายๆ สายพันธุ์เป็นต้น

4.3 โครงสร้างป่า

หากเรายืนอยู่ท่ามกลางป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ และสังเกตดูพืชพรรณต่างๆ จากบนสุดจนถึงพื้นดิน (Vertical Distribution) เราจะพบว่าพืชพรรณต่างๆ ในป่าจะมีชั้น (Layer) ตามระดับความสูงของดังนี้

  • ไม้เรือนยอดชั้นบนสุด (Emergent layer) เป็นพืชที่มีจำนวนน้อย แต่เป็น

ต้นไม้ใหญ่ ที่สูงโดดเด่นกว่าไม้อื่นๆ ระหว่าง 45-50 เมตร ไม้เรือนยอด (Canopy layer) เป็นเหมือนหลังคาของป่า เป็นไม้ใหญ่ที่มีจำนวนมาก สูงประมาณระหว่าง 30 – 45 เมตร

  •  ไม้ชั้นกลาง (understory layer) เป็นไม้ที่อยู่ระหว่างไม้เรือนรอด

กับไม้พื้นล่างสูงระหว่าง 10 – 30 เมตร

  • ไม้พุ่ม  (Shrubs Layer) เป็นพืช

ที่เป็นไม้พุ่ม สูงระหว่าง 3 -10 เมตร อยู่ได้ในแสงสว่างที่น้อย  มีแสงส่องถึงประมาณ 5 %

  • ไม้พื้นล่าง (Forest floor) เป็น

พืชที่สูงจากพื้นดินไม้เกิน 3 เมตร มีแสงสว่างส่องถึงประมาณ 2% พืชปรับตัวรับแสงสว่างที่น้อยได้

rrrrr

http://faculty.college-prep.org/
  • ชั้นผิวดิน (ground layer) เป็นพืชที่อยู่ชิดผิวดิน อันได้แก่ มอส ตะไคร่

เปราะต่างๆ

  • ชั้นใต้ดิน (underground layer) ได้แก่ พืชที่อยู่ในดิน เชื้อรา และ

รากของไม้ชนิดต่างๆ

  • ชั้นอื่นๆ เช่น ไม้เลื้อยพัน (Climbers) กล้วยไม้ ชายผ้าสีดา

(Epiphytes) กาฝาก (Parasitic plants)

แนวทางการปรับใช้กับการพัฒนาป่าครอบครัว

  • การเข้าใจโครงสร้างของป่าทำให้เราหาพันธุ์ไม้มาปลูกในป่าครอบครัว

ได้อย่างถูกต้อง กล่าวคือ

1)    ไม้ระดับเรือนยอด เช่น ยางนา กระบาก เสลา ตะเคียนมะค่าโมง

สะตอมะพร้าวหมาก มะม่วงป่า สัก ประดู่  มะกอกป่า ฯลฯ

2)    ไม้ระดับกลางเช่น ขี้เหล็ก มะขาม มะตูม มะขวิดมะขามป้อม ขนุน

สมอ คูน ปีป ฯลฯ

3)    ไม้พุ่มกลาง เช่น ผักหวานป่าผักติ้ว มะกรูด ส้มโอ มะนาว ผักมันปู

หมากเม่า เต่าร้าง มะยม ฝรั่ง มะกอกน้ำ ตะลิงปิง เป็นต้น

4)    ไม้พุ่มเตี้ยเช่น ผักหวานบ้านชะพลู พริกไทย ดีปลี ย่านางหมอน้อย

เสาวรส รางจืด กาแฟพริกป่า ขลู่ ฯลฯ

5)    ไม้เรี่ยดินเช่น เปราะป่า บัวบก อิงออม ผักเสี้ยนสะระแหน่ฯลฯ

6)    ไม้หัวใต้ดินเช่นขิงข่าตะไคร้ขมิ้นไพลเผือกมันบุกกลอย  สบู่เลือด ฯลฯ

  • ทำให้คิดคำนวณถึงจำนวนของไม้แต่ละประเภทที่ปลูกได้ เช่น ในพื้นที่

1 ไร่ ไม้เรือนยอดควรมีไม่เกิน 25 ต้น (อาจปลูกไว้มากในตอนแรก แล้วค่อยๆ ทยอยตัดออกก็ได้) ไม้พุ่ม อาจปลูกได้ไม่ต่ำกว่า 400 ต้นต่อไร่ ส่วนไม้เรี่ยดินและไม้หัวใต้ดิน ปลูกได้เป็นจำนวนมาก ถ้าตารางเมตรละ 1 ต้นก็จะปลูกได้ถึง 1,600 ต้นต่อไร่

 

บทเรียนการสร้างป่าครอบครัว

กรณีตัวอย่างป่าครอบครัว

uuuuuu

นายศิริพงษ์  โทหนองตอ   (อาจารย์มด) 175 ม. 3 ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่       จ.อุทัยธานี ในที่ดิน 4 ไร่   (FFN – CT 00001 :A2) เป็นผู้ทีเสนอแนวคิดป่าครอบครัวในที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ในงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2556 จนเป็นมติที่ประชุมที่ให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการป่าครอบครัวฯ ขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่ดำเนินงานด้านป่าครอบครัว จนเห็นผลเป็นรูปธรรม สำนักงานฯ จึงได้ทำการสอบถามในหลายๆ ประเด็น ดังนี้

แรงบันดาลใจ 

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (แต่จำชื่อหนังสือนี้ไม่ได้แล้วเพราะมันนานมาก) ผมเจอบทสนทนาที่ผมประทับใจมาก ระหว่างมหาตะมะคานธีร์ กับครูคนหนึ่งชื่อ เซเจล วอลา ซึ่งเป็นครูสอนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในชานเมือง กัลกัสต้า ประเทศอินเดีย เชเจล เป็นครูที่รับผิดชอบมากทั้งงานสอน และงานพัฒนาสังคม วันหนึ่งครูเซเจล ได้มีโอกาสพบกับมหาตะมะคานธีร์ และได้เล่าปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ท่านมหาตะมะคานธีร์ฟัง และได้ถามว่า “ตอนนี้ที่หมู่บ้านของดิฉันมีปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ามาก ผู้คนไม่สนใจการอนุรักษ์เลย มีแต่ทำลาย ดิฉันควรทำอย่างไรดีค่ะ เพื่อที่จะให้เด็กนักเรียนและคนในชุมชนหันมาช่วยกันอนุรักษ์” มหาตะมะคานธีร์ ตอบว่า “ทำไม ครูจึงไม่เขียนหนังสือให้ผู้คนได้อ่านกันล่ะ” ครูเซเจลตอบว่า “ดิฉันไม่ถนัดงานเขียนหนังสือค่ะ คงทำไม่ได้” มหาตะมะคานธีร์ อธิบายว่า “หนังสือที่เราอยากให้เจ้าเขียน ไม่ได้หมายความว่า ให้เขียนลงไปในกระดาษ  แต่ต้องการให้เจ้าใช้ชีวิตจริงของเจ้า เฉกเช่นปลายดินสอ เขียนเรื่องราวอนุรักษ์ลงไปในผืนดิน หากวันหนึ่งผู้คนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ วันนั้น จะเป็นวันที่เจ้าสามารถเปลี่ยนจิตสำนึกของผู้คนได้” และเรื่องนี้ก็ได้ติดอยู่ในความทรงจำของผมมาโดยตลอดครับ

 

ภาพความสำเร็จที่อยากเห็น  

ความตั้งใจของผมคือมีชีวิตครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ที่ร่มรื่น สะอาด สวยงาม เขียวขจี ครอบครัวมีกินมีใช้ และมีรายได้อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายที่สร้างไว้ในป่ารอบบ้าน ได้สะสมพืชที่ผมรัก เช่นกล้วยไม้ เฟิร์นป่า ไม้หายาก ไม้ไทยๆในวรรณคดี ไม้แปลกๆ ไม้สมุนไพรนานาชนิด เพื่อการอนุรักษ์  ให้มีสัตว์ต่างๆเข้ามาอาศัยเช่น นก ผีเสื้อ จักกระจั่น หิ่งห้อย กระรอก ค้างคาว ฯลฯ พร้อมได้ยินเสียงร้องของพวกมัน จะสร้างบรรยากาศธรรมชาติให้กับครอบครัวได้มากขึ้นเป็นความสุขทางใจ นอกจากนี้อยากให้ครอบครัวรู้จัก รัก และเอาใจใส่ต่อพืชพรรณรวมถึงนก แมลง และสัตว์ต่างๆที่เข้ามาอาศัย และช่วยกันสร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต่อชุมชน เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นการคืนธรรมชาติสู่สังคม สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนรากหญ้าทั่วประเทศจนนำไปสู่การลดภาระโลกร้อนได้

ภาพความเป็นจริงในวันเริ่มต้น

เมื่อปี 2543 ตอนนั้นผมยังทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษา อยู่กับกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF-Thailand ) ผมกับภรรยาได้ซื้อที่ดินจำนวน 4 ไร่ จากชาวบ้าน บ้านหินตุ้ม  อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี  ด้านหน้าของที่ดินติดถนน  ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลังติดไร่อ้อย อยู่ห่างจากป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 300 เมตร และอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติพุเตย 3 กิโลเมตร สภาพของพื้นที่ตรงนั้น เป็นที่โล่งเตียน  หน้าดินแข็งมาก( เข้าใจว่าเป็นจุนินทรีย์ในดินตาย เพราะมีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงติดต่อกันนานหลายปี) เนื้อดินเป็นดินร่วนค่อนข้างเหนียว เมื่อฝนตกจะรื่น และเหนียวติดเท้า  น้ำซึมลงดินได้ช้า เนื่องจากหน้าดินแน่น ทำให้น้ำไหลบ่าตามความลาดชัน พัดพาหน้าดินไป เท่าที่ได้หาข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในพื้นที่ 1,300 มิลลิลิตร ต่อปี น้ำใต้ดินอยู่ลึกประมาณ  4 – 5 เมตร ภูเขาที่อยู่โดยรอบเป็นเขาหินปูน น้ำใต้ดินและน้ำผิวดินในบริเวณนี้มีสารละลายหินปูน ที่ดินผ่านการใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ มานานหลายสิบปี ไม่พบไส้เดือน กิ้งกือ ปลวก หิ่งห้อย จักจั่น เขียด และมด (ซึ่งควรมีเพราะไม่ไกลจากป่าสงวนแห่งชาติมากนัก)

tttttt
ผมคิดว่าเนื้อที่4 ไร่นี้ เป็นเสมือนกระดาษ A4 ที่ผมจะต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นปลายดินสอ เขียนเรื่องราวอนุรักษ์ลงไป นับตั้งแต่วันนั้น

เริ่มต้นในปีแรก (พ.ศ. 2543) เริ่มต้นด้วยการหาแหล่งน้ำและการปรับปรุงดิน

1)    การพัฒนาป่าครอบครัวเริ่มต้นขึ้นด้วยการหาแหล่งน้ำ โดยจ้างรถแมคโค

ขุดสระ ในพื้นที่ประมาณ 1 งาน ลึก 5 – 6 เมตร และโชคดีที่เราเจอน้ำ

2)    จากนั้นจ้างรถแทรกเตอร์ ไถ และหว่านพืชตระกูลถั่ว (ปอเทือง) แล้วไถกลบ                                

 

ในปีที่ 2 (พ.ศ. 2544) คิดถึงกฎธรรมชาติ คือ ระยะเริ่มต้นคือปลูกไม้เบิกนำที่หลากหลาย

1)    กล้วยเป็นไม้เบิกนำที่เหมาะสมที่สุดเพราะเราจะได้ผลผลิตไปนาน 2 – 3 ปีกล้วยยังทำหน้าที่สร้างความร่มรื่น เพิ่มความชื้นให้ดิน และป้องกันหญ้า (ลดการใช้ยาฆ่าหญ้า) และเน้นความหลากหลายทางพันธุกรรมของกล้วย ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหิน กล้วยเล็บมือนาง กล้วยเทพรส และอื่นๆ (ส่วนใหญ่หาได้ในชุมชน)

hhhhhhh

2) ปลูกไผ่ริมรั้ว เพราะไผ่เป็นไม้เบิกนำ (อยู่ในตระกูลหญ้า) ปลูกตามแนวรั้วแต่ต้องปลูกห่างจากแนวเขตอย่างน้อย 1 เมตร เพราะไผ่ขยายกอทุกปีอาจล้ำแนวเขตที่ของคนอื่น และเกิดปัญหาขัดแย้งได้ ไผ่ที่ปลูกมีความหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไผ่รวก ไผ่ป่า ไผ่หก ไผ่เหลือง ไผ่ตง เป็นต้น

3) ปลูกไม้เบิกนำต่างๆ ที่สามารถ ใช้เป็นอาหาร เป็นการบำรุงดิน และเป็นไม้ประดับ (เพราะวางแผนสร้างบ้าน) เช่น หางนกยูง คูณ ดอกแค ถั่วแระ มะรุม สะเดา ขี้เหล็ก สะเดา เพกา ติ้ว และอื่นๆ

mmmmmmbbb 

ปีที่ 3 – 5 (พ.ศ. 2545 – 2548) คิดถึงโครงสร้างป่า

  • ที่ดินเริ่มชุ่มชื้นขึ้น เพราะมีกล้วยและไม้เบิกนำอื่นๆ เริ่มมีไส้เดือน กิ้งกือหอยทาก และเริ่มเห็นนก กระรอก ค้างคาว หลายชนิดเข้ามาอาศัย เริ่มปลูกไม้ที่จะเป็นไม้เรือนยอด เช่น สะตอ หมาก หว้า สัก ยางนา ซึก พะยอม ตีนเป็ด ประดู่ ตะเคียน มะค่าโมง ฯลฯppppppp
  • เริ่มปลูกไม้ชั้นรอง ไม้พุ่ม เช่น มะขามป้อม มะกอก สมอ ตะขบป่า หมากเม่า มะแขว่น และอื่นๆbbbbbb
  • ปลูกไม้ผล เช่นส้มโอ ส้มเขียวหวาน ส้มซ่า มะตูมยักษ์ มะตูมนิ่ม มะตูมไข่ มะนาว กระท้อน มะม่วง ขนุน ลำไย ลิ้นจี่ มะเฟือง มะไฟ ตะลิงปิง ลองกอง เงาะ ละมุด มังคุด ฝรั่ง มะขามหวาน น้อยหน่า น้อยโหน่ง มะยงชิด ทุเรียนเทศ อบเชย ย่านางแดง และอื่นๆ

mmmmmm

ปีที่ 6 – 12 (พ.ศ. 2549 – 2554)

ธรรมชาติในสวนเริ่มดูแลตัวเองได้ ความหลากหลายเริ่มทยอยเพิ่มมากขึ้น   เช่น มีนก แมลง และสัตว์ป่ามาอาศัยอยู่ในป่าครอบครัวเรามากขึ้น เริ่มเห็นไก่ป่า กระต่าย กระรอก นกบั้งรอก ผีเสื้อถุงทอง มดแดง ไส้เดือน ปลวก ในจำนวนมากขึ้น และพบเห็ดที่กินได้ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น เห็ดโคน เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เป็นต้น

  • ปลูกไม้พื้นล่าง (Forest floor) ส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร และผักป่า เช่น

ขิง ข่า  อัคคีทวาร พิลังกาสา เสน่ห์สาวหลง ค้างคาวดำ เปราะป่า บุก อีรอก หมอน้อย กะทือ ไพล กระเจียว ว่านชักมดลูก ว่านม่วง หัวยาข้าวเย็นเหนือ หัวยาข้าวเย็นใต้  เปราะชนิดต่างๆ พริกไทย ดีปลี  กล้วยไม้  ชายผ้าสีดา  กาฝาก ฯลฯ

 

ปีที่ 13 – 14 (พ.ศ. 2555 – ปัจจุบัน)

 

ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่า พบสัตว์ที่เช่นตัวนิ่ม (เห็นตัว) เลียงผา (เห็นร่องรอย) กระต่ายป่า กระรอก ไก่ป่า และนกไม่น้อยกว่า 100 ชนิดในรอบปี และมีพืชพรรณทั้งไม้ผล ไม้ใช้สอย ผักและสมุนไพร รวมกันไม่น้อยกว่า 313 ชนิด ประเมินศักยภาพทางเศรษฐกิจได้ 547,485 บาทต่อปี

ioioiobnbnbn

และในที่สุด ป่าครอบครัวก็กลายเป็นหนังสือที่มีชีวิต เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งรวบรวมสมุนไพร  แหล่งสะสมพันธุกรรมพืช และแหล่งอาหารของครอบครัวอย่างยั่งยืน

 

Close Comments

Comment (1)

  1. วิษณุ งิ้วงาม  |  

    ต้องการเข้าร่วมโครงการด้วย ต้องทำอย่างไรบ้าง. ผมมีป่าธรรมชาติ 3 ไร่ และวนเกษตร 5-6 ไร่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>